แนวทางในการพัฒนาสังคม

พัฒนาสังคม

 

สังคมมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาด้วยอัตราที่เร็วบ้างช้าบ้าง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก่อให้เกิดผลดี แต่ในขณะเดียวกันผลกระทบในทางลบก็เกิดขึ้นหลากหลายเช่นกันจนกลายเป็นปัญหาสังคมที่ต้องร่วมกันแก้ไข โดยในช่วงที่ผ่านมาผลการพัฒนาสังคมของไทยนั้นประสบความสำเร็จในหลายด้าน เช่น คนไทยมายุที่ยืนยาวขึ้น สามารถเข้าถึงหลักประกันศึกษาสูงขึ้น มีสาธารณูปโภคที่ดีครบครันแทบทุกหมู่บ้านทุกตำบลทั่วประเทศ แต่ความก้าวหน้าในเชิงคุณภาพยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เช่น คุณภาพการศึกษาของเด็กไทยโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ด้อย กลุ่มแรงงานยังมีระดับการศึกษาต่ำ สุขอนามัยยังอยู่ในภาวะเสี่ยงจากการเป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมอันไม่เหมาะสม ปัญหาด้านสุขภาพ ความมั่นคงและความปลอดภัยของคนและสังคมยังน่าวิตก สังคมยังมีการก่ออาชญากรรม ทำร้ายร่างกาย จนถึงอาชญากรรมข้ามชาติ และสถาบันครอบครัวมีแนวโน้มอ่อนแอลงทุกขณะ

พัฒนาสังคมสร้างความมั่นคงทางสังคมแก่คนไทย โดยให้ทุกคนได้รับการคุ้มครองทางสังคม มีที่พักอาศัยที่มั่นคง มีความปลอดภัยในชุมชน และสร้างหลักประกันทางสังคมให้สามารถดำรงชีวิตและทำมาหากินได้อย่างปกติ  เน้นบทบาทครอบครัวและชุมชนเป็นพื้นฐานสำคัญ

– ยกระดับคุณภาพคนไทย เข้าสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ โดยการสร้างศักยภาพการเรียนรู้ ทักษาชีวิต สร้างภูมิคุ้มกัน สร้างจิตสาธารณะ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และให้มีสุขภาพดีทุกมิติ กล่าวคือ ใช้กระบวนการชุมชนเข้มแข็งในการเสริมสร้างสุขภาวะและพฤติกรรมสุขภาพที่ดีในทุกกลุ่มอายุ สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาสังคมของประเทศ

– รักษาคุณค่าของสังคมไทย โดยการนำทุนทางสังคมหรือสิ่งดีๆ ที่มีอยู่แล้วในสังคมมาก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรม เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนด้วยทุนทางสังคมที่มีอยู่แล้ว สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐ์กิจให้ทุนทางวัฒนธรรมด้วยการส่งเสริมให้ภาคเอกชนนำวัฒนธรรมไทยมาเป็นปัจจัยในการผลิตสินค้าและบริการ

– เตรียมความพร้อมสังคมไทยสู่สังคมผู้สูงอายุ จำนวนประชากรผู้สูงอายุของประเทศไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ทั้งนี้เป็นเพราะความเจริญก้าวหน้าทางด้านการแพทย์ จึงต้องร่วมกันสร้างเสริมความรับผิดชอบ การดูแลสุขภาพ สร้างหลักประกันด้านรายได้ สนับสนุนการใช้ความรู้ ประสบการณ์ และภูมิปัญญาของผู้สูงอายุให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม

เรียน GMAT เพื่อสอบวัดผลด้านภาษาในการเรียนต่อ

หลายต่อหลายคนพอพูดถึงการเรียน GMAT ก็จะคิดถึงความยากของข้อสอบ อย่างเช่น อยากเรียนต่อโทที่อเมริกาคะและสนใจในด้าน Human Resource แต่ว่าส่วนตัวไม่ชอบเลข และไม่เก่งเลย และคิดว่าจะต้องสอบ GMAT ไม่ได้แน่ๆ เลยอยากทราบว่า มี U ไหนที่อเมริกามีคอร์ส Human Resource ที่ไม่ได้อยู่ในโปรแกรม MBA แล้วไม่ต้องสอบ GMAT แล้วถ้า Human Resource ไม่ได้อยู่ในโปรแกรม MBA มันจะมีลักษณะยังไง และแตกต่างจากที่อยู่ใน MBA ไหม แล้วถ้าจบ Human Resource แบบที่ไม่ใช่จากใน MBA จะสามารถมาทำงานอย่างใดได้บ้าง มี U ไหนที่แนะนำบ้างคะ รบกวนขอรายละเอียดด้วย นี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่หลายๆคนไม่อยากสอบ GMAT เพราะคิดว่าตัวเองไม่น่าจะทำคะแนนได้ดี คนเหล่านี้มักต้องการ มหาลัยที่ไม่ต้องใช้ GMAT ไม่ต้องเขียน statement of purpose แค่ส่งเกรดกับเงินค่าเทอมก็ได้เข้าไปเรียนแล้ว สำหรับคนที่คิดอย่างนี้และตอนนี้ต้องการไปเรียน MBA (โดยเฉพาะในต่างประเทศ) บอกได้เลยว่ามหาลัยที่ไม่ต้องการเรียน GMAT ก็ไม่ต้องการนักเรียนที่มีคุณภาพเช่นกัน

การเรียน MBA มีค่าใช้จ่ายสูงมาก MBA โดยทั่วไปใน US ใช้เวลาเรียนประมาณ 2 ปี ค่าเรียน ค่ากินอยู่ทั้งหมด บอกได้เลยว่า ไม่่ต่ำกว่าปีละ หนึ่งล้านห้าแสนบาท (แค่ค่าเทอมก็มากกว่าหนึ่งล้านแล้ว) ถ้าคุณเป็นพนักงานกินเงินเดือน เดือนละ 50000 บาท ถ้าสมมติว่าไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย คุณต้องเก็บเงินถึง ห้าปี เพื่อไปเรียน MBA สองปี จะเห็นได้ว่าการเรียน MBA นั้นแพงกว่าซื้อรถเบนซ์อีก เพราะฉะนั้นการคิดว่าจะหลับหูหลับตาไม่สอบ GMAT เพื่อเสียเงินเกือบ สามล้านไปเรียนมหาลัยที่ไม่มีคุณภาพ ถ้าคิดได้แบบนี้อย่าไปเรียน MBA เลยดีกว่าถึงแม้จะไม่มีความรู้ในการเรียน GMAT  ไม่เก่งเลข ไม่เก่งภาษาอังกฤษ ก็อยากให้ทุกคนที่คิดจะไปเรียน MBA เมืองนอกลองทำข้อสอบ GMAT ดู พอพูดถึงค่าสอบ GMAT เพื่อนๆอาจจะบอกว่า ค่าสอบแพงมาก(ก็เกือบ 7 พันบาท) ถ้าไม่ใช่ลูกคนรวย คงไปลองสอบเล่นๆไม่ได้ จะบอกเลยว่ามีวิธีที่จะรู้คะแนนในการเรียน GMAT ของตัวเองจริงๆ โดยที่ไม่ต้องเสียเงินสักบาทเลย คือการทำ official mock exam ของ GMAT ซึ่งทำได้ฟรี ซึ่งจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ในหัวข้อการเตรียมตัวสอบ

การเรียน TOEFL เพื่อสอบเข้าเรียนที่ต่างประเทศให้ดียิ่งขึ้น

การเรียน TOEFL ย่อมาจาก Test Of English as a Foreign Language แปลว่า การทดสอบภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศ เป็นการทดสอบวัดความรู้ในภาษาอังกฤษตามมาตรฐานของภาษาอังกฤษอเมริกันในทวีปอเมริกาเหนือ สำหรับนักศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ถ้าประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักนักศึกษาที่มาจากประเทศอื่นจำเป็นต้องทดสอบโทเฟิลนี้ การสอบโทเฟิลจัดทำโดย Educational Testing Service (ETS) มีครั้งแรกในปี พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964) และยังคงมีการสอบในปัจจุบันโดยรูปแบบการสอบมีการปรับปรุงเปลียนแปลงตลอดเวลา

เริ่มแรกโดยการทำข้อสอบกับกระดาษ (PBT – Paper-Based Test) อันนี้เรารู้จักกันดี ต่อมาสอบกับคอมพิวเตอร์โดยการบรรจุข้อสอบลงในคอมพิวเตอร์และให้เราลงในคอมเลย (CBT – Computer-Based Test) แต่ ณ เวลานี้เป็นการทดสอบกับคอมพิวเตอร์เหมือนเดิม แต่ข้อสอบอยู่ที่ศูนย์ของเขาและจะออนไลน์ข้อสอบผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเมื่อผู้เข้าสอบพร้อม ซึ่งไม่มีใครรู้ก่อนแน่นอนว่าข้อสอบมีอะไรบ้าง เป็นการป้องกันการรั่วไหลข้อสอบได้ดีเยี่ยมซึ่งเรียกว่าข้อสอบแบบ iBT (Internet-Based Test) โดยวัดผลครบทั้ง 4 ทักษะ คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน กลุ่มใหญ่เลยที่ต้องสอบและเรียน TOEFL คือ ผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ แต่ต้องการเรียนต่อต่างประเทศที่ทำการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่นั่นแหละ นอกจากนี้ก็ยังมีผู้ที่สอบชิงทุนเรียนต่อซึ่งผู้ให้ทุนก็อยากได้คะแนนนี้ไปพิจารณาการให้ทุนเรียนต่อต่างประเทศและอาจจะบริษัทต่างประเทศที่ต้องการทราบว่าภาษาอังกฤษคุณดีแค่ไหน เพื่อพิจารณาการรับเข้าทำงานและอาจจะมีอื่นๆอีกครับ แต่หลักๆก็มีประมาณนี้แหละ ในปัจจุบันมหาลัยต่างๆทั่วโลกมากกว่า 8,500 แห่ง จากกว่า 130 ประเทศ ให้การยอมรับคะแนนที่ได้จากเรียน TOEFL แต่คะแนนที่เขายอมรับได้ก็ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยนั้น ๆ บางมหาวิทยาลัยแค่ได้คะแนน 70 กว่าก็เข้าเรียนได้ แต่บางมหาลัยก็สูงกว่าต้องดูมหาลัยแต่ละแห่งว่าเขารับได้แค่ไหน